การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ (ตอนที่ 2)

หลังจากในบทความการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ (ตอนที่ 1) ได้เขียนอธิบายเกี่ยวกับคำศัพท์ หรือ คำสำคัญ ในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์แล้วนะคะ ตอนนี้เราก็มาลงรายละเอียดกันต่อในเรื่องของเครื่องมือในการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด/แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด ว่ามีรายละเอียดอะไรที่น่าสนใจบ้าง 

การจัดทําแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด นอกจากจะเป็นกระบวนการเชื่อมโยง การทํางานและภารกิจของทุกภาคส่วนในระดับพื้นที่ (จังหวัดและกลุ่มจังหวัด) แล้วนั้น การเตรียมการ สําหรับการวางแผนทุกระดับยังจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการปฏิบัติงาน ป้องกันมิให้เกิดปัญหาและ ความผิดพลาด หรือลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในการปฏิบัติงานในอนาคต ทําให้องค์กรมีกรอบหรือ ทิศทางในการปฏิบัติงานที่ชัดเจน เป็นระบบ และเอื้อต่อการปฏิบัติงานให้บรรลุผลสําเร็จได้อย่าง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ รวมทั้งช่วยให้เกิดการประหยัดทรัพยากรทางการบริหาร

ซึ่งก็มีหลายๆ เครื่องมือที่น่าสนใจในการจัดทำแผนดังต่อไปนี้

1.PESTEL: การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมในการกําหนดนโยบาย การวิเคราะห์นโยบาย และผลกระทบต่อพื้นที่ จะเป็นการระบุประเด็นสําคัญจาก นโยบาย หรือยุทธศาสตร์สําคัญ พร้อมการวิเคราะห์ผลกระทบเชิงบวก และเชิงลบที่มีผลต่อการพัฒนา ของพื้นที่ในระดับกลุ่มของจังหวัด และจังหวัด ทั้งนี้ เพื่อให้การวิเคราะห์นโยบายและยุทธศาสตร์ที่ เกี่ยวข้อง มีความครอบคลุมและสะท้อนบริบทของพื้นที่มากที่สุด จึงได้กําหนดกรอบในการศึกษา ทบทวนนโยบายและยุทธศาสตร์ในหลากหลายระดับ ตั้งแต่ระดับทิศทางการพัฒนาโดยรวมของ ประเทศ (National Level) ระดับประเด็นสําคัญ (Agenda Level) และระดับพื้นที่ (Area Level) ซึ่งอาจครอบคลุมนโยบายขับเคลื่อนสําคัญของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันลงไปในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ด้วย โดยตัวแบบ PESTEL เป็นเครื่องมือที่สามารถนํามาปรับใช้ในการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกได้มี ประสิทธิภาพ ครอบคลุมในทุกมิติซึ่งจะช่วยให้จังหวัด และกลุ่มจังหวัดเข้าใจภาพรวมได้มากยิ่งขึ้น โดยตัวแบบ PESTEL ประกอบด้วย 

    • ปัจจัยด้านการเมือง (P – Politic Factor): การวิเคราะห์ปัจจัยภายนอกในมิติ การเมืองซึ่งเป็นการพิจารณาประเด็นต่างๆ เช่น เสถียรภาพทางการเมือง นโยบายของรัฐบาล นโยบาย การเงินการคลัง มาตรการภาษี ฯลฯ ที่อาจมีผลกระทบต่อพื้นที่หรือกลุ่มธุรกิจ/อุตสาหกรรมหลักของ จังหวัด/กลุ่มจังหวัด
    • ปัจจัยด่านเศรษฐกิจ (E – Economic Factor): การวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก ในมิติเศรษฐกิจซึ่งเป็นการพิจารณาประเด็นต่างๆ เช่น สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ย อัตรา แลกเปลี่ยน  ราคาต้นทุนของวัตถุดิบในการผลิต ฯลฯ ซึ่งที่อาจมีผลกระทบต่อ พื้นที่หรือกลุ่มธุรกิจ/อุตสาหกรรมหลักของจังหวัด/กลุ่มจังหวัด
    • ปัจจัยด้านสังคม (S – Social Factor): การวิเคราะห์ปัจจัยภายนอกในมิติดเาน สังคมซึ่งเป็นการพิจารณาประเด็นต่างๆ เช่น โครงสร้างประชากร ระดับการศึกษา การเปลี่ยนแปลงของ วิถีชีวิต/ค่านิยม/ทัศนคติของประชากรในพื้นที่ซึ่งจะช่วยให้สามารถทํานาย หรือสร้างความเข้าใจ เกี่ยวกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้
    • ปัจจัยด้านเทคโนโลยี (T – Technological Factor): การวิเคราะห์ปัจจัย ภายนอกในมิติเทคโนโลยีซึ่งเป็นการพิจารณาถึงระดับของนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่อาจกระทบต่อการทํางานของภาครัฐ พื้นที่ หรือกลุ่มธุรกิจ/อุตสาหกรรมหลักของจังหวัด/กลุ่มจังหวัด เช่น การเปลี่ยนผ่าน ของเทคโนโลยีจากอนาล็อกสู่ดิจิตอล อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รูปแบบใหม่ แนวโน้มเทคโนโลยีด้านโทรคมนาคมและการสื่อสาร
    • ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม (E – Environmental Factor): การวิเคราะห์ปัจจัย ภายนอกในมิติสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นการพิจารณาประเด็นต่างๆ ด้านทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่มี ผลต่อการดําเนินการของจังหวัด/กลุ่มจังหวัด เช่น สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ปริมาณขยะ ปัญหา สิ่งแวดล้อมระดับชาติ และระดับพื้นที่
    • ปัจจัยด้านกฎหมาย (L – Legal Factor): การวิเคราะห์ปัจจัยภายนอกในมิติ ด้านกฎหมายซึ่งจะกระทบต่อการดําเนินการของจังหวัด/กลุ่มจังหวัด ตลอดจนภาคเอกชน และประชาชน ในพื้นที่ เช่น การเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ของประเทศ และระหว่างประเทศ

2. การวิเคราะห์ศักยภาพและปัญหา (SWOT Analysis)

สิ่งสําคัญประการแรกสําหรับจังหวัด/กลุ่มจังหวัดที่ต้องการทํางานให้ประสบ ความสําเร็จและบรรลุผลสัมฤทธิ์นั้น คือ การเรียนรู้สถานภาพหรือสภาวะของจังหวัด/กลุ่มจังหวัด หรือ เรียกว่า “การรู้จักตนเอง” ซึ่งในวิธีการหรือเทคนิคในการวิเคราะห์สถานภาพหรือสภาวะของตนเองมีอยู่ หลากหลายวิธี แต่วิธีที่ได้รับความนิยมแพร่หลายวิธีการหนึ่ง ได้แก่ SWOT Analysis ซึ่งแต่ละตัวอักษร มีความหมาย ดังนี้

S – Strength (จุดแข็ง) เป็นผลมาจากปัจจัยภายใน หมายถึง ความสามารถและ สถานการณ์ภายในจังหวัด/กลุ่มจังหวัดที่เป็นด้านบวก ซึ่งช่วยผลักดันการดําเนินงานให้บรรลุ วัตถุประสงค์ และสามารถนํามาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ได้อย่างสูงสุด

W – Weakness (จุดอ่อน) เป็นผลมาจากปัจจัยภายใน หมายถึง จุดอ่อน ข้อจํากัด หรือความสามารถและสถานการณ์ภายในจังหวัด/กลุ่มจังหวัดที่ส่งผลทางด้านลบ

O – Opportunity (โอกาส) หมายถึง ปัจจัยหรือสถานการณ์ภายนอกที่เอื้อต่อ การดําเนินการที่เป็นประโยชน์ต่อจังหวัด/กลุ่มจังหวัด หรือสามารถนํามาพัฒนาให้เกิดผลดีต่อ จังหวัด/กลุ่มจังหวัดในอนาคต

T – Threat (ภัยคุกคาม) หมายถึง ปัจจัยหรือสถานการณ์ภายนอก ที่เป็นอุปสรรค ต่อการดําเนินการที่เปHนประโยชน์ของจังหวัด/กลุ่มจังหวัด หรือทําใหเเกิดผลเสียหาย ต่อจังหวัด/กลุ่มจังหวัด  

3. แนวคิดการเปรียบเทียบการพัฒนา (Benchmarking) การเปรียบเทียบ (Benchmarking) คือ วิธีการในการวัดและเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ บริการ และวิธีการปฏิบัติกับองค์กรที่สามารถทําได้ดีกว่าเพื่อนําผลของการเปรียบเทียบมาใช้ใน การปรับปรุงองค์กรตนเอง เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ โดยมี 2 ประเด็นหลัก ได้แก่

1) ความเข้าใจในองค์กร: แนวคิดการเปรียบเทียบทั้งในมิติสมรรถนะ ประสิทธิภาพ และผลการดําเนินงาน ช่วยให้องค์กรรู้ถึงศักยภาพ จุดแข็ง จุดอ่อน และสมรรถนะขององค์กร ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลง หรือบ่งชี้ความสําเร็จหรือสะท้อนผลการดําเนินการหรือการพัฒนาของ องค์กรว่าประสบความสําเร็จหรือบรรลุเป้าหมายหรือไม่

2) มีแนวทางการพัฒนาองค์กร: แนวคิดการเปรียบเทียบสร้างแนวทางการพัฒนาที่ ชัดเจนให้กับองค์กร โดยใช้องค์กรต้นแบบ (Best Practice) เป็นตัวแบบการพัฒนาโดยศึกษาแนวทาง การดําเนินงานขององค์กรต้นแบบในการจัดการหรือแก้ปัญหาในแต่ละมิติอย่างไร โดยการเปรียบเทียบสามารถทําได้หลายรูปแบบ แต่ได้รับความนิยม และสะดวก ในการจัดทํามี 2 รูปแบบ ดังนี้

  • การเปรียบเทียบภายในองค์กร (Internal Benchmarking) โดยการเปรียบเทียบ การดําเนินการภายในขององค์กรผานตัวชี้วัดในมิติต่างๆ เช่น สมรรถนะ ประสิทธิภาพและผลการ ดําเนินงานเพื่อทําการศึกษาและวิเคราะห์ปัญหา ศักยภาพ จุดแข็ง จุดอ่อน และสมรรถนะของ องค์กรเพื่อใช้เป็นทิศทางหรือจุดเน้นในการพัฒนาขององค์กรต่อไปในอนาคต
  • การเปรียบเทียบภายนอกองค์กร (External Benchmarking) การเปรียบเทียบ การดําเนินการระหว่างคู่เทียบ/คู่แข่ง ผ่านตัวชี้วัดในมิติต่างๆ เช่น สมรรถนะ ประสิทธิภาพและผลการ ดําเนินงานเพื่อทําการศึกษาและวิเคราะห์ จุดแข็ง จุดอ่อนขององค์กร ความแตกต่างของสมรรถนะและ ศักยภาพในการดําเนินการ ตลอดจนวิธีการดําเนินงานเพื่อที่องค์กรจะสามารถพัฒนาให้เท่าเทียมหรือ เหนือกว่าคู่เทียบ/คู่แข่ง

จากเนื้อหาคงพอให้ทำให้ทราบถึงเครื่องมือต่างๆ ในการวางแผนการพัฒนาองค์กร จังหวัดกลุ่มจังหวัด เป็นต้น ซึ่งสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ใช้ PESTEL และ SWOT ในการวิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อนของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย รวมถึงผลกระทบจากภายนอกองค์กร

หวังว่าเทคนิคต่างๆ คงจะพอช่วยให้ทำข้อสอบนักวิเคราะห์ของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ไม่มากก็น้อยนะคะ แล้วพบกันใหม่ในหัวข้ออื่นๆ ที่น่าสนใจในบทความต่อไปค่ะ

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Have no product in the cart!
0